เทคนิคในการอ่านภาษาอังกฤษ

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

               12 Months in a year

  1. January         แจนยัวรี          มกราคม
  2. February       เฟบรัวรี           กุมภาพันธ์
  3. March            มาร์ช               มีนาคม
  4. April              เอพริล              เมษายน
  5. May                เมย์                  พฤษภาคม
  6. June               จูน                   มิถุนายน
  7. July                จูไล                 กรกฎาคม
  8. August           ออกัสท์            สิงหาคม
  9. September    เซพเทมเบอะ   กันยายน
  10. October         ออคโทเบอะ     ตุลาคม
  11. November     โนเวมเบอะ      พฤศจิกายน
  12. December      ดิเซมเบอะ      ธันวาคม


วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รายการอาหารภาษาอังกฤษ แบบ เเซ่บๆ มาให้ดูกันนะคะ

               รายการอาหารภาษาอังกฤษ แบบ เเซ่บๆ มาให้ดูกันนะคะ
1. ข้าวสวย = ใช้ว่า steamed rice หรือ boiled rice หรือ rice เฉยๆก็ได้
2. ข้าวเหนียว = glutinous rice
3. ข้าวผัด = fried rice
4. ข้าวผัด หมู ไก่ กุ้ง ปู = fried rice with pork = เนื้อหมู shrimp = กุ้งเล็ก lobster = กุ้งใหญ่ chicken = ไก่ crab = ปู
5. ข้าวหน้าเป็ด = Rice with roast duck
6. ข้าวหมูกรอบ = Rice crispy pork
7. ข้าวอบหม้อดิน = Baked rice with seafood in claypot (claypot คือ หม้อดิน)
8. ข้าวอบกุนเชียงหม้อดิน = Baked rice with Chinese sausage in calypot (Chinese sausage คือ กุนเชียง)
9. ข้าวซี่โครงหมูย่าง = Rice with roast pork spareribs (Spareribs = ซี่โครง)
10. ข้าวอบสับปะรด = Baked rice with pineapple served in a pineapple
11. ข้าวต้ม = Porridge (พอริจ) หรือ Rice porridge ข้าวต้มปลา = Porridge with fish
12. โจ๊ก = Congee (คอนกี่) เช่น โจ๊กหมู = Congee with pork หรือ โจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูเค็ม = Congee with preserved eggs and salted pork

กริยา 3 ช่อง จำเป็นต้องใช้

 กริยาอปรกติ หรือกริยาอปกติ (Irregular Verbs) หรือกริยาสามช่อง
คือ กริยาที่ผู้เรียนต้องศึกษาจดจำเป็นพิเศษ เพราะมีการเปลี่ยนรูปร่างต่างกันไป โดยไม่ได้เติม –ed ต่อท้ายเหมือน กริยาปรกติ (Regular Verbs) ส่วนมากเรียก กริยาอปกติ ว่า กริยา 3 ช่อง


ความสำคัญของกิริยา3ช่อง
การฝึกท่องคำศัพท์ง่ายๆเราควรเริ่มจากการฝึกท่องคำศัพท์กิริยา3ช่องเพราะเป็นคำศัพท์ง่ายๆสั้นๆแต่ถ้าจำได้เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแต่งประโยค 

PresentPast SimplePast Participleความหมาย
be(is,am,are)was,werebeenเป็น,อยู่,คือ
bearborebornถือ,เกิด
becomebecamebecomeกลายเป็น
beginbeganbegunเริ่มต้น
bendbentbentโค้ง งอ
betbetbetพนัน
bitebitbitten (or bit)กัด ขบ ฉีก
bleedbledbledเลือดออก
blowblewblownพัด เป่า ตี
bringbroughtbroughtนำมา เอามา
buildbuiltbuiltสร้าง ก่อสร้าง
burstburstburstระเบิด
buyboughtboughtซื้อ
castcastcastขว้าง
catchcaughtcaughtจับ ได้รับ
choosechosechosenเลือก
clingclungclungเกาะ เป็นที่พึ่ง
comecamecomeมา
costcostcostราคา
digdugdugขุด
divedived (or dove)divedดำนํ้า
dodiddoneทำ
drawdrewdrawnลาก วาด เขียน
drinkdrankdrunkดื่ม
drivedrovedrivenขับ(รถ)
eatateeatenกิน
fallfellfallenตก หล่น
fightfoughtfoughtต่อสู้
flingflungflungโยน พุ่ง เหวี่ยง
flyflewflownบิน
forbidforbadeforbiddenห้าม ไม่อนุญาต
forgetforgotforgottenลืม
freezefrozefrozenเย็นจนแข็ง
getgotgot (or gotten)เอา ได้รับ
givegavegivenให้
gowentgoneไป
grindgroundgroundบด ลับ
growgrewgrownเติบโตขึ้น
hang (people)hangedhangedแขวนคอ
hang (pictures)hunghungแขวน ห้อย
havehadhadมี
hidehidhiddenซ่อน
hurthurthurtทำอันตราย
knowknewknownรู้
laylaidlaidวาง ออกไข่
leadledledนำ พา
leaveleftleftละทิ้ง จากไป
lendlentlentให้ยืม
lielaylainนอน
lightlitlitจุดไฟ
makemademadeทำ
mistakemistookmistakenทำผิด
paypaidpaidจ่าย ชำระ
quitquitted (or quit)quitหยุด ยุติ เลิก
rideroderiddenขี่ ขับ
ringrangrungสั่นกระดิ่ง ดัง
riseroserisenขึ้น ลุกขึ้น
runranrunวิ่ง
sawsawedsawnเลื่อย
saysaidsaidพูด
seesawseenเห็น
seeksoughtsoughtค้นหา
sellsoldsoldขาย
setsetsetตั้ง วาง จัด
shakeshookshakenเขย่า สั่น
shineshoneshoneส่องแสง
shrinkshrankshrunkหดลง สั้นลง
singsangsungร้องเพลง
sinksanksunkจม ถอยลง
slideslidslidสื่นไถล เลื่อนไป
speakspokespokenพูด
spinspunspunม้วน ปั่นฝ้าย
splitsplitsplitแตก แยก
springsprangsprungโดดอย่างเร็ว เด้ง
stingstungstungต่อย แทง
stinkstankstunkส่งกลิ่นเหม็น
strikestruckstruckตี ต่อย กระทบ
stringstrungstrungผูกเชือก ขึงสาย
strivestrovestrivenพยายาม ขันสู้
swearsworeswornสาบาน ปฏิญาณ
swellswelledswollenโตขึ้น หนาขึ้น
swimswamswumว่ายนํ้า
swingswungswungแกว่ง เหวี่ยง
taketooktakenเอา จับหยิบ
teachtaughttaughtสอน
teartoretornฉีก ขาด
thinkthoughtthoughtคิด
throwthrewthrownเหวี่ยง ขว้าง
wakewokewakenตื่น ปลุก
wearworewornสวม ใส่
weavewovewovenทอผ้า สาน
weepweptweptร้องไห้
wringwrungwrungบีบ คั้น
writewrotewrittenเขียน

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับ 10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ

     รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึกถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่ม๊าาาเพื่อนๆ พะดีวะเราไปเจอเคล็ดลับการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาอ่าาาา กะเลยเอามาลงให้ ^^


1. ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้านักเรียนจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น

2. เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้นักเรียนจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่


3.วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินตัวน้อยออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่เรียนอยู่ ภาพที่วาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต


4. แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่กำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น


5. สร้าง: ออกแบบสมุดศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วยหล่ะ


6. ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้จำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไปนะคะ


7. ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้นักเรียนจำการออกเสียงของคำใหม่นั้นได้ง่ายขึ้น


8. เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่นักเรียนชอบหรือสนใจจะทำให้รู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้จำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !


9. ข้อจำกัด: มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้นักเรียนสมองตื้อแทน


10. สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ

grammar ที่ไม่ควรลืม


grammarที่ใช้บ่อยๆและไม่ควรจะลืม

Verb to be คืออะไร

กริยา Verb to be
คือ คำกริยาช่วยใน Present Tense  (ปัจจุบันกาล)  ใช้ is, am, are (เป็น, อยู่, คือ) แต่ใน Past Tense  (อดีตกาล) ใช้ was were   (เป็น, อยู่, คือ)
is       ใช้กับ He  She  It  และประธานที่เป็นคำนามเอกพจน์
am      ใช้กับ  I เท่านั้น
are     ใช้กับ You  We  They  และประธานที่เป็นคำนามพหูพจน์

Verb to be มีหลักการใช้ ดังนี้

ถ้าเป็นกริยาสำคัญในประโยค มีความหมายว่า เป็น อยู่ คือ
•  ใช้วางข้างหน้า กลุ่มคำ adjective (คำคุณศัพท์)
•  ใช้เป็นกริยาช่วยในโครงสร้างของประโยค Continuous (ประโยคที่มี กริยา ing)
•  ใช้เป็นกริยาช่วยในโครงสร้างของประโยค Passive Voice (ประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ)

หลักการใช้กับประธานในประโยค
1. ถ้าประธานที่เป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 ซึ่งได้แก่ He She It หรือ ชื่อคนคนเดียว สัตว์ตัวเดียว และสิ่งของอันเดียวที่ถูกกล่าวถึง
     Verb to be ที่ใช้คือ is เช่น
* He is a teacher. *Sam is a singer
* She is in the room. *My father is sleeping.
* It is a dog. *The pencil is on the table
2. ถ้าประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 1 ( ผู้พูดคนเดียว ) ซึ่งได้แก่ I  Verb to be ที่ใช้ คือ am
* I am a student.   I am under the table.
3. ประธานเป็นพหูพจน์ทุกบุรุษ ซึ่งได้แก่ We You They หรือ ชื่อคนหลาย สัตว์หลายตัว และสิ่งของหลายอันที่ถูกกล่าวถึง Verb to be ที่ใช้ คือ are เช่น
*  We are nurses. *My father and I are in the room.
*  They are policemen. *Suda and her friends are under the tree.
*  You are very good. *The players are in the playground.

การสร้างประโยคที่มี Verb to be ให้เป็นประโยคปฏิเสธ . มีวิธีการดังนี้
เติม not ลงไปในตำแหน่งที่เรียงต่อจาก Verb to be หลัง is, am, are  เช่น
* He is not in the room. *I am not a child.
* They are not teachers. *Suda is not reading.

หมายเหตุ รูปย่อของ ปฏิเสธ Verb to be คือ is not ย่อเป็น isn't
       am not จะไม่ใช้รูปย่อ are not ย่อเป็น aren't
การทำประโยคที่มี Verb to be ให้เป็นประโยคคำถาม Yes No Question มีหลักการดังนี้
เอา Verb to be มาวางหน้าประโยค และเอาประธานของประโยคมาวาง เรียงต่อจาก Verb to be หลังจบประโยค ต้องใส่เครื่องหมายคำถาม เช่น He is in the room. เปลี่ยนเป็น Is he in the room ?
They are soldiers เปลี่ยนเป็น Are they soldiers?
I am a boy. เปลี่ยนเป็น Am I a boy ?


วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีการสะกดอ่านเทียบ


วิธีการสะกดอ่านเทียบ

a n = an

เทียบกับภาษาไทย แ-ะ น = แอน
สะกดอานเปรียบเทียบว่า แอะ นอ = แอน

b a g = bag

เทียบกับภาษาไทย บ แ-ะ ก = แบก
สะกดอ่านเทียบเสียงเสียงว่า บอ แอะ กอ = แบก

d i d = did

เทียบกับภาษาไทย ด อิ ด = ดิด
อ่านออกเสียงว่า ดอ อิ ดอ ดิด




**********************

ลองมาฝึกสะกดคำกันดูดีกว่า

ตัวสะกด

b = บ                  bt = บท์
c = ค                  ch = ช    
ck = ค                 ct = คท์
d = ด                dge = ดจ์
f = ฟ                   ff = ฟ     
ft = ฟท์                g = ก  
ge = จ               ght = ท    
k = ค                    l = ล     
ll = ลล์               ld = ลด์   
lf = ลฟ์               lt = ลท์           
mpt = มพท์         m = ม              
mb = มบ์            mf = มฟ์          
mp = มพ์              n = น                 
nd = นด์              ng = ง          
nx,nk = งค์        nce = นส์         
nse = นส์              nt = นท์            
nz = นส์                 p = พ  
pf = พฟ์               ph = ฟ              
pt = มท์                  q = ค           
que = ค               pth = พตซ์         
s = ซ/ส                 sk = สค์            
Ss = ส                   sp = สพ?
st = สท์                    t = ท                
th = ตซ                the = ด              
v = ฟ                     ve = ฟ              
w = ว                       x = กซ์         
xt = คซท์                 y = ย
ye = ย                       z = ส